Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

ทฤษฎีของเฟียเจท์ 1

17,736 views

Published on

  • Dating direct: ❤❤❤ http://bit.ly/2u6xbL5 ❤❤❤
       Reply 
    Are you sure you want to  Yes  No
    Your message goes here
  • Sex in your area is here: ♥♥♥ http://bit.ly/2u6xbL5 ♥♥♥
       Reply 
    Are you sure you want to  Yes  No
    Your message goes here

ทฤษฎีของเฟียเจท์ 1

  1. 1. เฟีย เจต์
  2. 2. ทฤษฎีเ กี่ย ว กับ พัฒ นาการเชาวน์ป ัญ ญาที่ผ ู้เ ขีย นเห็น ว่า มีประโยชน์ สำา หรับ ครู คือ ทฤษฎีของนัก จิต วิท ยาชาว สวิส ชื่อ เพียเจต์ (P iaget) ที่จ ริง แล้ว เพีย เจต์ได้ร ับ ปริญ ญาเอกทางวิท ยาศาสตร์ สาขาสัต วิท ยา ที่มหาวิท ยาลัย Neuchatel ประเทศสวิส เซอร์แ ลนด์ หลัง จากได้ร ับ ปริญ ญา
  3. 3. เฟียเจต์พบคำาตอบของเด็กน่าสนใจมาก โดยเฉพาะคำาตอบของเด็กที่เยาว์วัยเพราะมักจะตอบผิด แต่เมื่อเพียเจต์ได้วิเคราะห์คำาตอบที่ผิดเหล่านั้นก็พบว่าคำาตอบของเด็กเล็กที่ต่างไปจากคำาตอบของเด็กโตเพราะมีความคิดที่ต่างกันคุณภาพของคำาตอบของเด็กที่วัยต่างกัน มักจะแตกต่างกัน แต่ไม่ควรที่จะบอกว่าเด็กโตฉลาดกว่าเด็กเล็ก หรือคำาตอบของเด็กเล็กผิด การทำางานกับนายแพทย์บีเนต์ระหว่างปีค.ศ.1919
  4. 4. เพีย เจต์ (P iaget) ได้ศ ึก ษาเกี่ย วกับ พัฒ นาการทางด้า นความคิด ของเด็ก ว่า มีข ั้นตอนหรือ กระบวนการอย่า งไร ทฤษฎีข องเพีย เจต์ตั้ง อยู่บ นรากฐานของทั้ง องค์ประกอบที่เ ป็น พัน ธุก รรมและสิ่ง แวดล้อ ม
  5. 5. เฟียเจท์อธิบายว่า การเรียนรู้ของเด็กเป็นไปตามพัฒนาการทางสติปัญญาซึ่งจะมีพัฒนาการไปตามวัยต่าง ๆ เป็นลำาดับขั้น พัฒนาการเป็นสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ควรที่จะเร่งเด็กให้ข้ามจากพัฒนาการจากขันหนึ่งไปสูอีกขั้นหนึ่ง ้ ่เพราะจะทำาให้เกิดผลเสียแก่เด็ก แต่การจัดประสบการณ์สงเสริมพัฒนาการของ ่เด็กในช่วงที่เด็กกำาลังจะพัฒนาไปสู่ ขั้นที่สูงกว่า สามารถช่วยให้เด็กพัฒนาไป
  6. 6. อย่างไรก็ตาม เพียเจต์เน้นความสำาคัญของการเข้าใจธรรมชาติและพัฒนาการของเด็กมากกว่าการกระตุนเด็กให้มีพฒนาการเร็วขึ้น ้ ัเพียเจต์สรุปว่า พัฒนาการของเด็กสามารถอธิบายได้โดยลำาดับระยะพัฒนาทางชีววิทยาทีคงที่ แสดงให้ ่ปรากฏโดยปฏิสมพันธ์ของเด็กกับสิ่ง ัแวดล้อม
  7. 7. เพียเจต์กล่าวว่า ระหว่างระยะเวลาตั้งแต่ทารกจนถึงวัยรุ่น คนเราจะค่อยๆสามารถปรับตัวเข้ากับสิงแวดล้อมได้มาก ่ขึ้นตามลำาดับขั้น โดยเพียเจต์ได้แบ่งลำาดับขั้นของพัฒนาการเชาวน์ปญญาของมนุษย์ ัไว้ 4 ขั้น ซึ่งเป็นขั้นพัฒนาการเชาวน์ปัญญา ดังนี้
  8. 8. •ขั้น ที่1 ขั้น ประสาทรับ รู้แ ละการเคลื่อ นไหว(Sensorimotor) แรกเกิด - 2 ขวบ ขั้นนี้เริ่มตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 2 ปี พฤติกรรมของเด็กในวัยนี้ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวเป็นส่วนใหญ่ในวัยนี้เด็กแสดงออกทางด้านร่างกายให้เห็นว่ามีสติปัญญาด้วยการกระทำา เด็กสามารถแก้ปญหาได้ ัแม้ว่าจะไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำาพูด เด็กจะต้องมีโอกาสที่จะปะทะกับสิ่งแวดล้อมด้วยตนเอง
  9. 9. •ขั้น ที่2 ขั้น ก่อ นปฏิบ ต ิก ารคิด ั(P reoperational) อายุ18 เดือ น - 7 ปี เด็กก่อนเข้าโรงเรียนและวัยอนุบาล มีระดับเชาวน์ปัญญาอยู่ในขั้นนี้ เด็กวัยนี้มีโครงสร้างของสติปัญญา(Structure) ที่จะใช้สญลักษณ์แทนวัตถุสิ่งของ ัที่อยู่รอบๆตัว ได้ หรือ มีพัฒนาการทางด้านภาษา เด็กวัยนี้จะเริ่มด้วยการพูดเป็นประโยคและเรียนรู้คำาต่างๆเพิ่มขึ้น เด็กจะได้รู้จักคิด ขั้นนี้ แบ่งออกเป็นขั้นย่อยอีก 2 ขั้น คือ
  10. 10. 1.ขั้น ก่อ นเกิด สัง กัป (PreconceptualThought) เป็นขั้นพัฒนาการของเด็กอายุ 2-4 ปี เป็นช่วงที่เด็กเริ่มมีเหตุผลเบืองต้น สามารถจะโยง ้ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์หรือมากกว่ามาเป็นเหตุผลเกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน แต่เหตุผลของเด็กวัยนียังมีขอบเขตจำากัด ้อยู่ เพราะเด็กยังคงยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง คือถือความคิดตนเองเป็นใหญ่ และมองไม่เห็นเหตุผลของผู้อื่น ความคิดและเหตุผลของเด็กวัยนี้ จึงไม่คอยถูกต้องตามความเป็นจริงนัก แต่ ่
  11. 11. 2. ขั้น การคิด แบบญาณหยั่ง รู้ นึก ออกเองโดยไม่ใช้เ หตุผ ล (Intuitive Thought) เป็นขั้นพัฒนาการของเด็ก อายุ 4-7 ปี ขั้นนี้เด็กจะเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รวมตัวดีขึ้น เริ่มมีพัฒนาการเกี่ยวกับการอนุรักษ์ แต่ไม่แจ่มชัดนัก สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้โดยไม่คดเตรียมล่วงหน้าไว้ก่อน รู้จักนำาความรู้ ิในสิ่งหนึงไปอธิบายหรือแก้ปัญหาอื่นและ ่สามารถนำาเหตุผลทั่วๆ ไปมาสรุปแก้ปญหา โดย ัไม่วิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนเสียก่อน การคิดหาเหตุผล
  12. 12. •ขั้น ที3 ขั้น ปฏิบ ัต ิก ารคิด ด้า นรูป ธรรม (Concrete ่Operations)( อายุ 7 - 11 ปี) พัฒนาการทางด้านสติปัญญาและความคิดของเด็กวัยนี้แตกต่างกันกับเด็กในขั้น Preperational มาก เด็กวัยนีจะ้สามารถสร้างกฎเกณฑ์ และตั้งกฎเกณฑ์ ในการ แบ่งสิ่งแวดล้อมออกเป็นหมวดหมูได้ คือ เด็กจะสามารถทีจะอ้างอิง ่ ่ด้วยเหตุผลและไม่ขึ้นกับการรับรู้จากรูปร่างเท่านั้น เด็กวัยนี้สามารถแบ่งกลุ่มโดยใช้เกณฑ์หลายๆอย่าง และคิดย้อนกลับ(Reversibility) ได้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกิจกรรมและความสัมพันธ์ของตัวเลขก็เพิ่มมากขึ้น
  13. 13. •ขั้น ที4 ขั้นปฏิบัติการคิดด้วยนามธรรม (F ่ ormalOperations) อายุ 12 ปีข น ไป ึ้ ในขั้นนีพัฒนาการเชาวน์ปัญญาและความคิดเห็น ้ของเด็กเป็นขั้นสุดยอด คือ เด็กในวัยนี้จะเริ่มคิดเป็นผู้ใหญ่ ความคิดแบบเด็กสิ้นสุดลง เด็กสามารถทีจะคิด ่หาเหตุผลนอกเหนือไปจากข้อมูลที่มอยู่ สามารถทีจะคิด ี ่เป็นนักวิทยาศาสตร์ สามารถทีจะตั้งสมมุติฐานและ ่ทฤษฎีและเห็นว่าความจริงทีเห็นด้วยกับการรับรู้ไม่ ่สำาคัญเท่ากับการคิดถึงสิ่งทีอาจเป็นไปได้(Possibility ่
  14. 14. พัฒนาการทางการรู้คิดของเด็กในช่วงอายุ 6 ปีแรกของชีวิต ซึ่งเพียเจต์ ได้ศึกษาไว้เป็นประสบการณ์ สำาคัญที่เด็กควรได้รับการส่งเสริม มี 6 ขั้น ได้แก่1.ขั้นความรู้แตกต่าง (Absolute Differences)2.ขั้นรู้สงตรงกันข้าม (Opposition) ิ่3.ขั้นรู้หลายระดับ (Discrete Degree)4.ขั้นความเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง (Variation)•ขั้นรู้ผลของการกระทำา (Function)6. ขั้นการทดแทนอย่างลงตัว (ExactCompensation)
  15. 15. กระบวนการทางสติป ัญ ญามีล ัก ษณะดัง นี้1)การซึมซับหรือการดูดซึม (assimilation) เป็นกระบวนการทางสมองในการรับประสบการณ์ เรื่องราวและข้อมูลต่าง ๆ เข้ามาสะสมเก็บไว้เพือใช้ประโยชน์ต่อไป ่2. การปรับและจัดระบบ (accommodation) คือ กระบวนการทางสมองในการปรับ ประสบการณ์เดิมและประสบการณ์ใหม่ให้เข้ากันเป็นระบบ3. การเกิดความสมดุล (equilibration) เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นจากขั้นของการปรับ หากการปรับเป็นไปอย่างผสมผสานกลมกลืนก็จะมีความสมดุลขึ้น หากไม่สามารถปรับประสบการณ์ใหม่และประสบการณ์เดิมให้เข้ากันได้
  16. 16. การนำา ไปใช้ใ นการจัด การศึก ษา /การสอน1.เมือทำางานกับนักเรียน ผู้สอนควรคำานึงถึงพัฒนาการทางสติ ่ปํญญาของนักเรียนดังต่อไปนี้ 1.1)นักเรียนทีมอายุเท่ากันอาจมีขั้นพัฒนาการทางสติ ่ ี ปัญญาทีแตกต่างกัน ่ 1.2)นักเรียนแต่ละคนจะได้รับประสบการณ์ 2 แบบคือ 1.2.1>ประสบการณ์ทางกายภาพ (physical experiences) จะเกิดขึ้นเมือนักเรียนแต่ละคนได้ปฏิสัมพันธ์กบ ่ ั วัตถุต่าง ในสภาพแวดล้อม โดยตรง 1.2.2>ประสบการณ์ทางตรรกศาสตร์ (Logicomathematical experiences) จะเกิดขึ้น เมื่อ นักเรียนได้พฒนาโครงสร้างทางสติปัญญาให้ความคิด ั
  17. 17. 2.หลักสูตรที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานทฤษฎีพัฒนาการทางสติปญญาของเพียเจต์ ควรมีลักษณะดังต่อไปนี้คอ ั ื 1.เน้นพัฒนาการทางสติปญญาของผู้เรียนโดยต้อง ั เน้นให้นักเรียนใช้ศักยภาพของตนเองให้มากที่สุด 2.เสนอการเรียนการเสนอที่ให้ผู้เรียนพบกับความ แปลกใหม่ 3.เน้นการเรียนรู้ต้องอาศัยกิจกรรมการค้นพบ 4.เน้นกิจกรรมการสำารวจและการเพิ่มขยายความ คิดในระหว่างการเรียนการสอน 5.ใช้กิจกรรมขัดแย้ง (cognitive conflict activities) โดยการรับฟังความคิดเห็นของผูอื่นนอกเหนือจาก ้ ความคิดเห็นของตนเอง
  18. 18. 3.การสอนทีส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียนควร ่ดำาเนินการดังต่อไปนี้ 1) ถามคำาถามมากกว่าการให้คำาตอบ 2) ครูผู้สอนควรจะพูดให้นอยลง และฟังให้มากขึ้น ้ 3) ควรให้เสรีภาพแก่นกเรียนทีจะเลือกเรียนกิจกรรมต่าง ๆ ั ่ 4) เมื่อนักเรียนให้เหตุผลผิด ควรถามคำาถามหรือจัด ประสบการณ์ให้นกเรียนใหม่ ั 5) ชี้ระดับพัฒนาการทางสติปัญญาของนักเรียนจากงาน พัฒนาการทางสติปัญญาขั้นนามธรรมเพื่อดูว่านักเรียนคิด อย่างไร 6) ยอมรับความจริงทีว่า นักเรียนแต่ละคนมีอัตราพัฒนาการ ่ ทางสติปัญญาทีแตกต่างกัน ่ 7) ผู้สอนต้องเข้าใจว่านักเรียนมีความสามารถเพิมขึ้นใน ่
  19. 19. 4.ในขันประเมินผล ควรดำาเนิน ้การสอนต่อไปนี้ 1) มีการทดสอบแบบการให้ เหตุผลของนักเรียน 2) พยายามให้นักเรียนแสดง เหตุผลในการตอนคำาถามนั้น ๆ 3) ต้องช่วยเหลือนักเรียนทีมี พัฒนาการทางสติปญญาตำ่า ั กว่าเพื่อร่วมชั้น

×